สุขภาพการเงินที่ดี ดูได้จากตรงไหน

เมื่อพูดถึงเรื่องของเงิน บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและมีความสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ใช้จ่ายในเรื่องไหน ก็มักจะมีเรื่อง เงิน เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ

เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายเมื่อมีเงินคุณสามารถลงทุนต่อยอดให้มันเพิ่มพูนขึ้นได้  บางคนหาเงินได้มาก แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินหายไปไหนหมด รู้ตัวอีกทีเป็นหนี้หลายล้าน แล้วแบบนี้จะรวยได้ยังไง  ดังนั้น ก่อนที่เราจะรวย เรามาลองตรวจเช็คสุขภาพการเงินของเราดูก่อนว่าแข็งแรงดีหรือไม่ เพื่อให้เรารู้ว่าปัญหาการเงินที่เกิดขึ้นนั้นมีช่องโหว่ตรงไหน เราจะหาแนวทางในการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร เรามาดูกันว่า สุขภาพการเงินด้านไหนบ้างที่เราควรตรวจเช็ค

1.ทุกวันนี้เรามีเงินใช้จ่าย แบบสบายๆแล้วหรือยัง

หากคำตอบของคุณ คือ ใช่ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี การที่เรามีเงินจับจ่ายใช้สอยเพียงพอต่อรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน มีเงินกิน มีเงินใช้ มีเหลือเก็บสะสมเพื่อเป้าหมายการเงินในอนาคต  ไม่ต้องมานั่งห่วงหน้าพะวงหลังว่าเดือนนี้มีรายจ่ายอะไรบ้าง

หากคำตอบของคุณ คือ ไม่  แสดงว่าคุณมีปัญหาด้านการเงินเข้าให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายจ่าย ค่าบ้าน ค่าผ่อนรถ  บัตรเครดิตต่างๆจนทำให้คุณไม่เหลือเงินที่จะใช้จ่ายในแต่ละวัน หรือไม่มีแม้กระทั้งเงินเก็บ แน่นอนความความเสี่ยงทางด้านการเงินของคุณก็จะมากขึ้นตามไปด้วย  ดังนั้น วิธีการง่ายที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย คือ การหารายได้เพิ่ม การนำเงินโบนัส มาจ่าย เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้น้อยลง

2.เงินออม เงินเก็บมีสม่ำเสมอหรือไม่

จะเรียกว่าเป็นตัวเลขอันดับต้นๆที่เราควรตรวจเช็คเลยก็ว่าได้  เพราะ ตัวเลขของเงินออม จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ตัวเรานั้นสามารถจัดสรรเงินรายได้ ได้อย่างเหมาะสมแค่ไหน  สัดส่วนในการออมและค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนสัมพันธ์กันหรือไม่ เพราะ บางคน รายรับกับรายจ่ายไม่มีความสัมพันธ์กัน ส่งผลให้การเริ่มต้นการออมเงินของหลายคนล้มเหลว หากไม่มีเงินเหลือเก็บออมคงไม่ดีแน่

สัดส่วนการออมสำหรับคนที่มีค่าใช้จ่ายมาก ควรแบ่งเป็นเงินออมเป็น 10 % 20 % ของรายได้ต่อเดือน ยิ่งออมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอยิ่งดี เพื่อความมั่นคงในอนาคต

3.เงินสำรอง มีเพียงพอไหม

ในแต่ละวัน เรามักจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วย  ทำให้ขาดรายได้ บ้านที่อยู่อาศัยจะต้องมีการซ่อมแซม บริษัทลดจำนวนพนักงานลง การเลิกจ้าง ซึ่งแน่นอนว่า เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องใช้เงิน ดังนั้นเราควรมีเงินเก็บสำรองไว้ อย่างน้อย  6เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน การเก็บเงินเพื่อไว้เป็นเงินทุนสำรอง จะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ทันที เช่น เงินฝากประจำ เงินฝากแบบไม่ประจำ ดอกเบี้ยสูง หรือ กองทุนและตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อกันไว้เป็นเงินสำรอง

4.ภาระหนี้สิน

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่ด้วยภาระหน้าที่และความจำเป็นบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  บางคนก่อหนี้เพื่อสร้างทรัพย์สิน เพื่อเป็นหนทางทำมาหากิน  หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเรามีหนี้สินมากเกินไปหรือไม่  อันดับแรกให้เราดูว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่เราต้องชำระมีอะไรบ้าง ค่าผ่อนบ้าน ค่างวดรถ ค่าบัตรเครดิต เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือนที่มี  เช่น มีรายได้ต่อเดือน 15000 บาท อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินไม่ควรเกิน 30% คือ 4500 บาทต่อเดือน จึงถือว่าเป็นมีหนี้ที่ไม่มากเกินไป แต่หากอัตราหนี้สินของเรามีมากกว่า 30%  โอกาสที่จะประสบปัญหาการเป็นหนี้ก็จะเพิ่มขึ้น จนทำให้เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ในแต่ละเดือน

มาถึงตรงนี้ หลายๆคนคงจะรู้แล้วว่า สุขภาพการเงินของเราเป็นอย่างไรบ้าง  หากอยากให้สุขภาพการเงินของคุณดีขึ้น ก็ต้องมีทั้งความรู้และทักษะทางการเงินที่ถูกต้อง

อ้างอิง : moneycoach4thai.com

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *